ความรู้ ความคิด ไมตรีจิต ความดี ของ ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
Saturday, November 26, 2011
การวางแผน “จัดลำดับความสำคัญ”
Monday, September 26, 2011
รัฐบาลใช้หลักการใดจัดลำดับความสำคัญ
ทัศนะวิจารณ์ : ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2549
มติของคณะรัฐมนตรีวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 ที่จะดึงโครงการเมกะโปรเจค ได้แก่ รถไฟฟ้า 3 สาย คือ สายสีม่วง สีน้ำเงิน และสีแดง ออกจากโครงการโมเดิร์นไนเซชั่น เพื่อมาดำเนินการก่อน โดยให้เหตุผลว่าเป็นไปตามลำดับความสำคัญ แต่คำถามคือ “โครงการรถไฟฟ้าทั้ง 3 สายมีลำดับความสำคัญสูงสุดจริงหรือไม่”
ในช่วงรัฐบาลทักษิณ 1 คณะทำงานนโยบายเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง ที่มีนายโอฬาร ไชยประวัติ เป็นประธาน ได้เห็นชอบหลักการจัดลำดับความสำคัญของโครงการเมกะโปรเจค โดยมีหลักการ 4 ประการคือ โครงการที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยดูจาก Internal Rate of Return (IRR) โครงการที่ให้ผลตอบแทนเร็ว โครงการที่มีการนำเข้าปัจจัยการผลิตต่ำ และโครงการที่มีการสร้างรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ
ต่อมาสำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ทำการศึกษาเพื่อจัดลำดับความสำคัญของโครงการเมกะโปรเจค ตามหลักการ 4 ประการข้างต้น ผลการศึกษาพบว่า โครงการโทรคมนาคมมีลำดับความสำคัญสูงสุด โครงการด้านการศึกษาและสาธารณสุข โครงการที่อยู่อาศัย โครงการคมนาคมทางอากาศ โครงการเกษตรกรรมและชลประทาน โครงการพลังงาน มีความสำคัญรองลงมาตามลำดับ และโครงการคมนาคมทางบก (รวมทั้งรถไฟฟ้า) มีลำดับความสำคัญต่ำ
แต่รัฐบาลไม่ได้จัดลำดับความสำคัญตามที่ได้ศึกษาไว้ โดยให้ความสำคัญกับโครงการรถไฟฟ้ามากกว่าโครงการด้านน้ำ ทั้งที่โครงการด้านน้ำมีลำดับความสำคัญสูงกว่า สังเกตได้จากโครงการด้านน้ำถูกลดเป้าหมายลงเรื่อย ๆ เพราะจากการศึกษาของหน่วยราชการพบว่า หากดำเนินโครงการน้ำทั้งระบบต้องใช้งบ 1 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลเปิดตัวโครงการเมื่อ 23 กรกฎาคม 2546 ประกาศจะใช้เงินลงทุน 4 แสนล้านบาท แต่ต่อมาลดลงเหลือเพียง 2 แสนล้านบาท ขณะที่โครงการรถไฟฟ้ากลับได้รับความสำคัญมากขึ้น จากเดิมที่รัฐบาลประกาศสร้างรถไฟฟ้า 7 สาย แต่ต่อมากลับเพิ่มขึ้นอีก 3 สาย เป็น 10 สาย ทั้ง ๆ ที่อีก 3 สายที่เพิ่มขึ้นยังไม่มีผลการศึกษา
คำถามคือ “รัฐบาลใช้หลักเกณฑ์อะไรในการจัดลำดับความสำคัญ” ในเมื่อไม่ใช่หลักการในเชิงวิชาการที่ได้มีการศึกษาไว้แล้ว คำถามต่อมา คือ “เหตุใดรัฐบาลจึงเลือกทำรถไฟฟ้า 3 สายดังกล่าวก่อน” แต่ไม่เลือกอีก 7 สายที่เหลือ
คำตอบหนึ่งของคำถามนี้ น่าจะเป็นประเด็นความพร้อมในการลงทุน เพราะรถไฟฟ้าทั้ง 3 สาย ได้มีการศึกษาและออกแบบไปมากกว่าหลาย ๆ สาย แต่มีข้อที่น่าสังเกตว่า เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เลือก ทำโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน และเขียวเข้มก่อน ทั้ง ๆ ที่มีความพร้อมและมีความสำคัญสูง
หากเปรียบเทียบลำดับความสำคัญของโครงการรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ โดยใช้หลักการ 4 ประการข้างต้น เราจะพบว่า หลักการด้านระยะเวลาให้ผลตอบแทน การนำเข้าปัจจัยการผลิต และการสร้างรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ ไม่น่าจะแตกต่างกัน ดังนั้นลำดับความสำคัญของโครงการรถไฟฟ้าจึงสามารถพิจารณาได้จากหลักการเดียวเท่านั้น คือ อัตราผลตอบแทนของการลงทุน โดยดูจากดัชนี IRR
ผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรพบว่า รถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อนและเขียวเข้ม (ส่วนต่อขยาย BTS) เป็นโครงการที่มีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าสายอื่น (ตารางที่ 2) แต่รัฐบาลกลับไม่สนับสนุนการลงทุนในรถไฟฟ้า 2 สายนี้ก่อน และดูเหมือนมีทีท่าพยายามกีดกันไม่ให้ กทม.ทำส่วนต่อขยาย BTS ด้วย
ข้อสรุปของพฤติกรรมดังกล่าวของรัฐบาลที่น่าจะเป็น คือ เป็นเหตุผลทางการเมือง เป็นสำคัญ ด้วยเหตุนี้ หลักการในการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลนี้ จึงเป็นไปเพื่อคะแนนนิยมทางการเมืองเป็นสำคัญ มิใช่เพื่อผลประโยชน์โดยส่วนรวมของประเทศชาติ
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com
Saturday, September 10, 2011
โตไปแล้วไม่โกง คำตอบจากฮ่องกง
โตไปแล้วไม่โกง คำตอบจากฮ่องกง
เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า คนเราตัดสินใจโดยการเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่ได้กับต้นทุนที่เกิดจากการเลือก เมื่อนักเศรษฐศาสตร์นำเอาแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ข้อเสนอสูตรสำเร็จที่ออกมา คือ ต้องเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการ และนักการเมือง ควบคู่ไปกับการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรง มีการบังคับใช้ที่เข้มงวด ไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม
แม้ว่าข้อเสนอนี้ มีความสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะหากปัญหาคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ นั่นก็แสดงว่า คนใหญ่คนโตของประเทศเองก็ต้องมีเอี่ยวด้วยไม่มากก็น้อย แล้วจะหวังให้คนเหล่านี้จริงจังกับการปราบคอร์รัปชันได้อย่างไร
นักเศรษฐศาสตร์ชาวสเปนสองท่านชื่อว่า Esther Hauk Maria และ Saez-Marti ได้พัฒนาแบบจำลอง โดยใช้ฮ่องกงเป็นกรณีศึกษา เพื่อแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ประเทศที่คนใหญ่คนโตโกงกินกัน ก็ยังมีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากวังวันแห่งความสิ้นหวังนี้ได้ หากสภาพทางวัฒนธรรมเป็นใจ
แบบจำลองที่พัฒนาขึ้นมา ใช้ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันของฮ่องกงอดีต เพื่อวิเคราะห์ว่าเหตุใดการฮ่องกงถึงได้ประสบความสำเร็จมากขนาดนี้ การศึกษาของเขาได้ข้อสรุปเป็น 2 ข้อ ดังนี้
ข้อแรก การเพิ่มต้นทุนในการคอร์รัปชันด้วยการเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลกิจกรรมของภาครัฐและการตรวจสอบการทำงานของข้าราชการและนักการเมืองอย่างเข้มข้นมีผลทำให้การคอร์รัปชันลดลงได้
ข้อที่สอง การจะปราบปรามคอร์รัปชันให้ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยจะต้องให้ทำควบคู่ไปกับการให้การศึกษาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ต่อต้านการคอร์รัปชันเข้าไปแทนที่วัฒนธรรมเดิมๆ ซึ่งเพิกเฉยต่อปัญหานี้
แทนที่จะยกเอาแบบจำลองของเขามาอธิบาย เราจะมาดูกันว่า ในทางปฏิบัติแล้ว ฮ่องกงเขาปราบคอร์รัปชันสำเร็จได้อย่างไร
ในปี 2517 ฮ่องกงได้จัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน (Independent Commission Against Corruption หรือ ICAC) ตอนนั้นก็ไม่ค่อยมีใครตั้งความหวังกับ ICAC สักเท่าไร คิดว่าสุดท้ายคงไม่แคล้วลงเอยเหมือนกับความพยายามหลายครั้งก่อนหน้านี้
แต่แล้ว ICAC ก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับชาวฮ่องกงและชาวโลกที่สนใจติดตามการทำงานของพวกเขา การคอร์รัปชันของฮ่องกงค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะไม่สามารถสยบปัญหานี้อย่างราบคาบ แต่เกาะฮ่องกงก็สะอาดและสูงขึ้นเป็นกอง
ความสำเร็จของ ICAC เกิดจากการใช้มาตรการทางกฎหมายควบคู่ไปกับการสร้างชุดคุณค่าใหม่ให้แก่สังคม เพราะทีมงานเชื่อว่า “ทัศนคติ” ของประชาชนเกี่ยวกับการคอร์รัปชันมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวิธีการแก้ปัญหา
ความล้มเหลวในอดีต เกิดจากการให้น้ำหนักกับการออกตัวบทกฎหมายซึ่งมีบทลงโทษรุนแรง แต่ไม่สามารถบังคับได้จริง ช่วงแรกๆ ก็ประสบความสำเร็จดี แต่พอผ่านไปสักพักหนึ่ง เมื่อคนเลิกสนใจติดตาม ปัญหาก็กลับมาอีก
สาเหตุที่ประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาการคอร์รัปชันก็เพราะพวกเขาเติบโตมาในสังคมซึ่งแวดล้อมไปด้วยปัญหาการคอร์รัปชันจนกลายเป็นเรื่องปกติ ผลการสำรวจทัศนคติของคนวัยทำงานในปี 2520 พบว่า คนฮ่องกงกว่าครึ่งของกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข ประมาณหนึ่งในสามของกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้ข้าราชการและนักการเมืองเพื่อให้งานของตนลุล่วงไปได้ไม่ใช่เรื่องผิด หากทำแล้วงานของเขาสามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ก็จะทำอย่างแน่นอน
กลยุทธ์ของ ICAC แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ “ปราบปราม” และ “เปลี่ยนแปลง” การปราบปรามเป็นกลยุทธ์ระยะสั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาคอร์รัปชันในช่วงนั้นลุกลามใหญ่โตไปกว่าเดิม การเปลี่ยนแปลงเป็นกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้การคอร์รัปชันกลับเป็นปัญหารุนแรงอีกในอนาคต
ICAC รู้ดีว่า การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนรุ่นปัจจุบันซึ่งเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้มีการคอร์รัปชันนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ICAC จึงเลือกให้การศึกษาและอบรมเยาวชนรุ่นใหม่ตั้งแต่พวกเขาเริ่มต้นเรียนหนังสือให้รู้ว่าปัญหาการคอร์รัปชันว่าจะมีผลต่อตัวเขา ครอบครัว คนรอบข้าง และสังคมโดยรวมอย่างไร
วิธีการสอนก็ไม่ได้ให้น้ำหนักกับการบังคับนักเรียนท่องจำข้อเสียแล้วเอาไปตอบข้อสอบตอนปลายภาค กิจกรรมการศึกษาสารพัดรูปแบบได้ถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานานถึง 13 ปีใช้เพื่อเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือหล่อหลอมเยาวชนรุ่นใหม่เกิดความรู้สึกรังเกียจชิงชังต่อการคอร์รัปชัน
งานนี้ต้องใช้ความอดทนและพยายามเป็นอย่างสูงเพราะทีมงานต้องต่อสู้กับครอบครัวของเด็กๆ และสังคมรอบข้างซึ่งมีแต่จะตอกย้ำให้เด็กเห็นว่าการคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร แต่ทีมงานก็ไม่ย่อท้อ เพราะพวกเขารู้ว่าในระยะยาว เด็กรุ่นใหม่พวกนี้แหละที่จะเข้าไปแทนที่คนรุ่นเก่า กลายเป็นตัวอย่างของเยาวชนรุ่นหลังอีกนับไม่ถ้วน เมื่อพวกเขากลายเป็นพ่อแม่คน เขาก็จะอบรมสั่งสอนสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดให้กับลูกหลาน เมื่อเขามีหน้าที่การงาน เขาก็จะเป็นผู้เข้าไปเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กร หากเขาไปเล่นการเมือง พวกเขาก็จะมีภูมิต้านทานไม่ตกเป็นเหยื่อของการคอร์รัปชันได้โดยง่ายเหมือนคนรุ่นก่อน
ในปี 2529 ได้มีการสำรวจทัศนคติของคนรุ่นต่างๆ พบว่า เด็กรุ่นใหม่อายุ 15-24 ปี กว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าเห็นว่าปัญหาการคอร์รัปชันคือปัญหารุนแรงของสังคม ในปี 2542 ร้อยละแปดสิบของเด็กในกลุ่มอายุเดียวกันนี้เห็นด้วยกับการกำจัดปัญหาคอร์รัปชันให้หมดไปจากเกาะฮ่องกง
เดี๋ยวนี้ ฮ่องกงกลายเป็นสถานที่ที่คอร์รัปชันแทบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว ความสำเร็จของ ICAC ได้กลายเป็นตัวอย่างให้แก่หน่วยงานต่อต้านการคอร์รัปชันของหลายประเทศ และกลายเป็นกรณีศึกษาในชั้นเรียนวิชาการปราบปรามคอร์รัปชันทั่วโลก
บทเรียนของฮ่องกง น่าจะเป็นความหวังให้แก่เราได้ว่า หากตั้งใจจริง และช่วยกันทำอย่างต่อเนื่อง โครงการ “โตไปไม่โกง” ของเราก็มีสิทธิสำเร็จได้เหมือนกัน
Monday, August 22, 2011
คอลัมน์ : แนวคิด ดร.แดน
สหรัฐดูเหมือนยังไม่ฟื้นตัว ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ สะท้อนถึงความอ่อนแอของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ทางด้านการลงทุนที่เคลื่อนย้ายเข้ามายังเอเชียโดยส่วนใหญ่อาจไม่ใช่การย้ายฐานการผลิตหรือการลงทุนโดยตรง แต่เป็นการลงทุนเพื่อเก็งกำไรหรือแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะสั้น เนื่องจากทางการของประเทศในเอเชียมีแนวโน้มปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อป้องกันปัญหาเงินเฟ้อ กระแสการลงทุนดังกล่าวนอกจากจะทำให้ค่าเงินบาทแล้ว อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทมีความผันผวนมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงด้านค่าเงินเพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน สถานการณ์เช่นนี้มีความเหมาะสมสำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับการผลิตให้มีผลิตภาพสูงขึ้น มูลค่าเพิ่มมากขึ้น และมีนวัตกรรมมากขึ้น (สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลใหม่ที่ต้องการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ) โดยการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงจากต่างประเทศ การสนับสนุนการนำเข้าเทคโนโลยี เครื่องจักรและบุคลากรระดับสูงจากต่างประเทศ และย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปสู่ประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงงานต่ำ
Thursday, May 12, 2011
Professor Kriengsak Chareonwongsak ความจากใจ
ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศํกดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ หมายเลข 2
กับ ความจากใจ Dr.Dan Cando ถึงประชาชน
ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศํกดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นำเสนอทางแก้ และ แก้ได้จริง โดย หลักการสร้างเมืองด้วยปัญญา
Professor Kriengsak ดร.แดน
ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศํกดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ หมายเลข 2
กับ ความจากใจ ประชาชน ถึง Dr.Dan Cando
ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศํกดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นำเสนอทางแก้ และ แก้ได้จริง โดย หลักการสร้างเมืองด้วยปัญญา
Professor Kriengsak Chareonwongsak Grafiti
การแก้ไขปัญหา ด้วยการการด้วยปัญญา เปลี่ยนสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ เป็น ศิลปะ
นำแสดงทางแก้ และ แก้ได้จริง โดย หลักการสร้างเมืองด้วยปัญญา ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศํกดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัคร หมายเลข 2
Professor Kriengsak Chareonwongsak การแก้ไขปัญหา ด้วยปัญญา
การแก้ไขปัญหา ด้วยปัญญา
นำแสดงทางแก้ และ แก้ได้จริง โดย หลักการสร้างเมืองด้วยปัญญา ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศํกดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัคร หมายเลข 2
“ ข้อคิดเพื่อครอบครัว ” อ . เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
1. ข้อสำคัญของการเลือกคู่ คือเราไม่ได้เลือกใครเพราะเขาสมบูรณ์แบบ แต่เพราะเขามีจุดดีหลักๆ ที่เราประทับใจ ส่วนจุดอ่อนด้อยนั้นเป็นส่วนปลีกย่อยที่เรา สามารถยอมรับได้อย่างไม่ยากเย็น
2. ในความเป็นจริงไม่มีใครดีเลิศสมบูรณ์แบบ ถ้าเรามอง ไม่เห็นจุดอ่อนด้อยของเขาเลย นั่น แสดงว่าเรายังไม่รู้จักเขาอย่างแท้จริงหรือไม่ เราก็กำลังตกอยู่ในความหลงใหล จนไม่ลืมหูลืมตา
3. การแต่งงาน คือ การผูกพันกันด้วยหัวใจ ไม่ใช่เพียงร่างกายและยิ่งไม่ใช่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เชิงธุรกิจ
4. คนที่แต่งงานเพราะความเหงา จะยิ่งเหงาหนักเป็น 2 เท่า แต่งงานแบบคลุมถุงชน ก็มีแนวโน้มว่า ชีวิตจะมืดมนไปอีกนาน
5. ความสุข ความทุกข์ ครึ่งหนึ่งอยู่ที่ชีวิตหลังแต่งงาน คิดให้ดีก่อนที่จะเลือกใคร มาเป็นคู่ชีวิต ...
6. บ้านจะเล็กหรือใหญ่ ไม่สำคัญ แต่ " ความรัก " ต้องให่ญ่ที่สุดในบ้าน
7. คำว่า " รัก " พูดมากไป ย่อมดีกว่า พูดน้อยไป ...
8. เมื่อเรา ทำผิด .... จง " ขอโทษ " เมื่อเขา ทำผิด .... จง " ให้อภัย "
9. ชีวิตแต่งงาน คือ ชีวิตแห่งการปรับตัว ถ้าไม่คิดจะปรับตัวเข้าหาใคร อยู่เป็นโสดไป ก็ดีกว่า ...
10. ยอมเป็นผู้แพ้ ดีกว่า เป็นผู้ชนะที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากชีวิตสมรสที่หักพัง ...
11. " แก้ตัว " .... ช่วยอะไรไม่ได้ " แก้ไข " ....... ช่วยได้ทุกอย่าง ...
12. เมื่อมีปัญหาในครอบครัว อย่าลืมใช้ความรักและหลักเหตุผลเป็นกรรมการตัดสิน ไม่ใช้ อารมณ์ หรืออาวุธ ..
13. งอนแต่พองาม ... ก็งามดี แต่งอนเกินพอดี ก็เกินงาม ...
14. ต่างคนต่างแข็ง ไม่มีใครยอมอ่อนข้อต่อกัน ... บ้าน ... ก็ คงไม่ต่างอะไรกับสนามรบ
15. เมื่อสามีอ่อนแอ ไม่รับบทบาทผู้นำ ความสับสนวุ่นวาย ก็ตามมา หรือเมื่อภรรยา พยายามแย่งบทบาทการนำจากสามี ชีวิตครอบครัวก็รอดยาก
16. ความไม่ซื่อสัตย์ ต่อกันเพียงครั้งเดียว ก็อาจสั่นคลอนความไว้วางใจที่มีให้กันได้ ท้ายที่สุด ชีวิตคู่ก็จบลงด้วยความแตกร้าวยากเยียวยา
17. ความเห็นแก่ตัว สนใจแต่ปัญหา อารมณ์ ความรู้สึก และความสนใจของตัวเองชีวิตคู่ ก็อยู่ด้วยกันยาก
18. ก่อหนี้สินจนล้นพ้นตัว ครอบครัวก็มีแต่ความตึงเครียดทุกเช้าเย็น
19. เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือทั้งสองฝ่ายเรียกร้องและคาดหวังจากกันและกันมากเกินพอดี ปัญหาก็จะมีเรื่อยไป … ไม่สิ้นสุด
20. ควรตระหนักว่า ... ภรรยา ไม่ใช่ผู้ปรนนิบัติรับใช้สามี แท้จริงแล้ว สามีภรรยา ควรเอาใจใส่ดูแลกันและกันอย่างดีที่สุด ... ย่อมดีกว่า
21. ไม่มีอะไร ทำให้ภรรยาปวดร้าวใจ มากเท่าการค้นพบว่า สามีมีหญิงอื่นในหัวใจ
22. รักเดียว ... ใจเดียว ไม่ใช่เรื่องเชย แต่เป็นเรื่องดีที่ สามีทุกคนในโลกควรกระทำ
23. การขอโทษภรรยาเมื่อทำผิด ไม่ใช่เรื่องเสียศักดิ์ศรี แต่เป็นศักดิ์ศรีของสามี ... ที่แท้จริง
24. ไม่ควรมองว่า งานดูแลบ้าน เป็นความรับผิดชอบของภรรยา สามีควรมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระอย่างสุดความสามารถเสมอ
25. สรีระรูปร่างหน้าตา ที่เปลี่ยนไปของภรรยา ไม่ควรเป็นเหตุให้ความรักในหัวใจของสามีจืดจางลงแม้แต่น้อย
26. ควรระลึกอยู่เสมอว่า ... การนำครอบครัวนั้น คือ การนำโดยเห็นผลประโยชน์ของครอบครัวเป็นหลักไม่ใช่ เพื่อความสุข ความพึงพอใจของตนเอง
27. ภรรยาที่ดี ควรสนับสนุนสามีให้ก้าวไกลในชีวิต ไม่ใช่ดึงรั้งให้หยุดอยู่กับที่ หรือถอยหลัง
28. ภรรยาที่ดี ไม่ควรใช้วิธีการบีบบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้สามีตัดสินใจตามความคิดของตน
29. ในสถานการณ์หน้าสิ่ว หน้าขวาน สามีต้องการภรรยาที่สงบนิ่ง ช่วยกันคิดหาทางออก ไม่ใช่ภรรยาที่เอาแต่โวยวาย ตีโพย ตีพายหรือร้องไห้ฟูมฟาย โดยปล่อยให้เขาต้องแบกภาระหนักอึ้งเพียงลำพัง
30. การไม่ตีลูก เพราะกลัวลูกเจ็บ เมื่อยังเป็นเด็ก กลับจะ ทำให้เขาเจ็บปวดยิ่งกว่า เมื่อเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างปัญหา และถูกลงโทษ . .. จากสังคม
31. ช่องว่างระหว่างวัย .. ระหว่างรุ่น ... ย่อมไม่มี ถ้าพ่อแม่ตระหนักถึงความสำคัญ และใช้ความพยายามที่มากพอ วิธีที่ดีที่สุด คือ พ่อแม่ควรวางแผนเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดกับลูก ไม่ใช่ตามแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว
32. พึงตระหนักว่า ลูกไม่ใช่ดินน้ำมัน ที่พ่อแม่ อยากจะปั้นให้เขาเป็นอะไรก็ได้ตามใจชอบ เขาย่อมมีจิตใจที่มีเอกลักษณ์แห่งความชอบ ความสนใจที่แตกต่างไปจากพ่อแม่ได้เสมอ
การสร้างเมืองด้วยปัญญา ดร. เกรียงศํกดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
การแก้ไขปัญหา หนู แมลงสาป พาหนะเชื่อโรคร้าย ภัยมืดคุกคามคนกรุง
นำแสดงทางแก้ และ แก้ได้จริง โดย หลักการสร้างเมืองด้วยปัญญา ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศํกดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัคร หมายเลข 2
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)
credit by www.kriengsak.com
Monday, April 18, 2011
professor kriengsak chareonwongsak news change
แนว concept และ ความคิดของ professor kriengsak chareonwongsak สร้างเมืองด้วยปัญญา เพื่อกรุงเทพที่น่าอยู่ และ ดี
Friday, October 22, 2010
เจาะลึกค่าแรงขั้นต่ำ
มีประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่จะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันดังนี้
ควรขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 250 บาทหรือไม่?
ใน ความเห็นส่วนตัว ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน แรงงานที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำยังมีภาวะความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก โดยแรงงานไร้ฝีมือในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 6 จังหวัดได้รับค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 206 บาทต่อวัน ในขณะที่จังหวัดอื่นได้รับค่าจ้างลดหลั่นกันลงไป ถึงกระนั้น การขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำมีปัจจัยและเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาด้วยหลักการทางเศรษฐศาสตร์ กล่าวคือ แรงงานควรได้รับค่าจ้างเท่ากับผลผลิตส่วนเพิ่มที่แรงงานผลิตได้ (หรือผลิตภาพของแรงงาน) หรือหมายความว่า แรงงานควรได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น หากสามารถผลิตได้เพิ่มขึ้น
Professor Kriengsak Chareonwongsak
credit by http://www.oknation.net/blog/kriengsak/2010/10/19/entry-2
Thursday, October 21, 2010
professor kriengsak chareonwongsak
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ รองประธานกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร กรรมการบริหาร และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2548
การจัดทำร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2549 กำหนดวงเงิน 1.36 ล้านล้านบาท และเป็นนโยบายงบประมาณ แบบสมดุลต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2548
แต่กระนั้นการจัดสรรงบประมาณปี 49 เป็นงบเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน ดังนี้
1.งบนักฝัน เนื่องจากการที่รัฐบาลมีความเสี่ยงจะจัดเก็บรายได้ไม่ถึงเป้าตามที่ฝัน ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ประการแรก การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2548 จะขยายตัวไม่ถึง 4.5-5.5% ตามในเอกสารงบประมาณโดยสังเขป แต่จากการวิเคราะห์พบว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 4% เนื่องจากสมมติฐานในการจัดทำงบประมาณปี 2549 ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
สมมติฐานแรก ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยตลอดปี 2548 อยู่ที่ 44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งไม่ตรงกับความจริง เพราะราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ย 5 เดือนแรกอยู่ที่ 43.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 50-55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ในขณะที่ครึ่งปีหลังความต้องการใช้น้ำมันมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงปลายปีจะสูงสุดในรอบปี ราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยทั้งปีจึงน่าจะสูงกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สมมติฐานที่สอง การส่งออกขยายตัว 18% เป็นไปได้ยาก เพราะ 4 เดือนแรกของปี 2548 มูลค่าการส่งออกเบื้องต้นขยายตัวเพียง 10.9% หากจะผลักดันการส่งออกตลอดปีนี้ให้ขยายตัว 18% การส่งออกในอีก 8 เดือนที่เหลือจะต้องเพิ่มขึ้นถึง 27.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สมมติฐานที่สาม นักท่องเที่ยวปี 2548 จะเพิ่มขึ้นเป็น 12.57 ล้านคน นับว่าเป็นไปได้ยาก เพราะนักท่องเที่ยวเข้าไทยใน 2 ไตรมาสแรก คาดว่ามีเพียง 5.29 ล้านคน
สองไตรมาสสุดท้ายของปี 2548 จะต้องมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 18.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวในครึ่งหลังของปี 2547 และ 2546 ที่ขยายตัวเพียง 7.5% และ 4.2% ตามลำดับ
สมมติฐานสุดท้าย การเร่งเบิกจ่ายงบเพิ่มเติมปี 2548 และงบปี 2546-2547 ที่ยังค้างอยู่ไม่น้อยกว่า 80% เป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะงบส่วนใหญ่เป็นงบลงทุน และการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2548 ณ ปัจจุบัน มีการเบิกจ่ายเพียง 48.9% เท่านั้น ทั้งๆ ที่ผ่านมาแล้วเก้าเดือน
ประการที่สอง สัดส่วนรายรับรัฐบาลต่อ GDP จะลดลงจาก 17.3% เหลือเพียง 17% เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ของปี 2549 จะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในปี 2548 โดยเฉพาะภาษีที่จัดเก็บจากธุรกิจและประชาชนในปี 2549 จะคิดจากผลกำไรของธุรกิจและรายได้ของประชาชนในปี 2548
ดังนั้นหากเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 4% และปีหน้าขยายตัว 6% สัดส่วนการจัดเก็บรายได้ของปีงบประมาณ 2549 อยู่ที่ 17% ต่อจีดีพี การจัดเก็บรายได้จะต่ำกว่าเป้าหมาย 1.36 ล้านล้านบาท ถึง 9.29 หมื่นล้านบาท ซึ่งหมายความว่าประชาชนจะต้องแบกรับภาระการเรียกเก็บภาษีมากขึ้น
2.งบนักซ่อน การจัดทำงบประมาณปี 2549 ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่รัฐบาลมีความต้องการใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และต้องการจัดงบประมาณแบบสมดุล นำพาความเสี่ยงในการก่อหนี้สาธารณะ และภาระผูกพันมากขึ้น เพราะรัฐบาลพัฒนาวิธีการซ่อนหนี้ และภาระผูกพันมากขึ้น
การให้ธนาคารรัฐปล่อยกู้ตามนโยบายรัฐ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อโยกหนี้รัฐวิสาหกิจออกจากบัญชีหนี้สาธารณะ การจัดตั้ง SPV เพื่อกู้เงินจากเอกชน โดยไม่ปรากฏเป็นหนี้สาธารณะ รวมทั้งการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่คุ้มค่า ทำให้รัฐต้องอุดหนุนในระยะยาว ซึ่งการระดมทุนด้วยวิธีการเหล่านี้จะเป็นภาระต่องบประมาณในอนาคตรวมกันอย่างน้อย 546,944 ล้านบาท และอาจกลายเป็นหนี้สาธารณะจำนวนมากในอนาคต หากเศรษฐกิจถดถอย
3.งบ Turn Key ในเอกสารงบประมาณระบุถึง งบประมาณของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 9.46 หมื่นล้านบาท โดยหลายโครงการจะเริ่มต้นก่อสร้างในปีงบประมาณ 2549
การที่รัฐบาลต้องการเร่งผลักดังโครงการโดยที่ยังไม่มีแผนระดมทุนชัดเจน โดยที่ยังไม่มีการศึกษาและออกแบบโครงการ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะนำการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการเหมาแบบเบ็ดเสร็จ หรือ Turn Key มาใช้ เพราะวิธีนี้มีข้อดี คือ การก่อสร้างได้เร็ว เพราะใช้วิธีออกแบบไปพร้อมกับการก่อสร้าง และผู้รับเหมาจะเป็นผู้รับผิดชอบในการระดมทุนเอง
แต่ข้อเสียของวิธีการนี้ คือ การออกแบบไปพร้อมๆ กับการก่อสร้าง จะทำให้การควบคุมและตรวจสอบงานทำได้ยาก และจะมีผู้รับเหมาน้อยรายที่จะมีคุณสมบัติตามข้อกำหนดให้มีสิทธิเข้าแข่งขันในการประกวดราคา และอาจเกิดการรวบรัดขั้นตอนดำเนินงาน
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com
Sunday, August 15, 2010
สร้างเมืองด้วยปัญญา ทำได้อย่างไร
![]() |
| professor kriengsak chareonwongsak |
ด้วยการนำเสนอ Idea : 2020 กรุงเทพในอีก 12 ปีข้างหน้า
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์เจริญศักดิ์ กับ Slowcan "DR.DAN can do.... สร้างเมือง ด้วยปัญญา"
ทั้งปัญหาเรื่องของความเป็นอยู่ การครองชีพ ปัญหาสังคม ปัญหาอาชญากร ปัญหาของคนวัยเด็ก วัยทำงาน รวมไปจนถึงปัญหาของวัยเกษียณที่จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคุณจากปัจจุบัน ปัญหาความเสื่อมโทรม ปัญหาการจราจร ปัญหาสิ่งแวดล้อม และอีกมายมาย และเรานี่เองคือคนที่จะต้องอยู่เผชิญกับปัญหาเหล่านั้นในอนาคตที่ว่า.... -_______-*
โดยสรุปปัญหาต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นที่จะต้องมีคนที่เข้าใจ และเตรียมพร้อมการวางแผนเพื่อรับมือด้วยวิธีการที่ถูกต้องเท่านั้น ท่านนำเสนอตัวท่านเองเป็นตัวเลือกในการเข้ามาวางแนวทางต่างๆ ตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดปัญหาในอนาคตเหล่านั้น ด้วยนโยบายในส่วนต่างๆ ที่น่าชื่นชม และเป็นนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้นได้ เพียงแค่วันนี้คนกรุงเทพฯ จะมองเห็นและเข้าใจปัญหาต่างๆ เหล่านั้น และให้ความไว้วางใจท่าน ให้โอกาสให้ท่านและทีมงานได้เข้ามาพิสูจน์ตัวเอง และได้มีโอกาสผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เกิดขึ้น
"ใช้ “ปัญญา” สร้างเมือง มิใช่การขายนโยบายโดนใจให้คนเลือกเราไปทำหน้าที่ แต่ให้คนกรุงเทพฯทุกคนเห็นว่า เมื่อเลือกผู้ที่จะนำนโยบายเหล่านี้ไปทำอนาคตกรุงเทพฯในรุ่นอายุเรานี้ รวมทั้งสิ่งที่จะเหลือเป็นมรดกไว้ให้ลูกหลานของพวกเขานั้นจะอยู่ในสภาพเช่นไร.."
ในเบื้องต้นส่วนตัวของตัวเอง ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับบุคคลท่านนี้มากนัก
แต่หลังจากคืนนั้น ก็ได้ลองหาข้อมูลของ ดร.ท่านนี้ ข้อมูลความสำเร็จในหลายๆ อย่าง ความคิดและแนวทางต่างๆ ผลงานที่มีในอดีตฯ โดยคร่าวๆ เห็นแล้วค่ะว่าตัวเองน่าจะลองให้โอกาสใครได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงเมืองหลวงของเราให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ตามความคิดและแนวนโยบายที่ถูกต้องเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ในอนาคตต่อไปข้างหน้าของเราและลูกหลานชาว กทม.
ที่สำคัญงานนี้ ไม่การพูดพาดพิงใคร ยกตนดีข่มคนอื่นด้อย กล่าวหาผู้อื่น หรือตำหนิติเตียนใคร อย่างที่เราเคยคุ้นกับสภาวะปกติของการหาเสียงเหมือนเช่นเคยค่ะ แค่การนำเสนอข้อมูล และวิธีการแก้ไขปัญหา การวางแผน นำเสนอนโยบาย และชี้ให้เราตระหนักกับปัญหาที่กำลังถาโถมเข้ามา และเสนอตนเองเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะป้องกันและบรรเทาปัญหาต่างๆ เหล่านั้น.. นี่ละ ที่ทำให้รู้สึกดีค่ะ
วิสัยทัศน์ที่ดี กับผู้นำที่ดี และนโยบายที่จับต้องได้ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของทุกท่าน
ใคร..จะเป็นผู้ว่า กทม.คนต่อไป..ท่านเป็นผู้เลือกให้ตัวท่านเองค่ะ
ตัวเรา...รู้แล้วค่ะ ว่าคนนั้นเป็นใคร..
"กรุงเทพฯ.. สร้างได้ด้วยปัญญา.." เราจึงน่าจะลองใช้ปัญญากันหน่อยไหมคะ คนบ้านเราใช้กำลัง ใช้ฝีปากทำงานกันมานาน ลองฝึกมาใช้สมองกับสองมือ สองเท้าพัฒนาสังคมกันบ้าง น่าจะดี... ค่ะ
Wednesday, March 31, 2010
Professor Kriengsak Chareonwongsak Gentleman
Friday, January 22, 2010
เจาะลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จของประเทศ
ความตื่นตาตื่นใจจากพิธีเปิด ndash; พิธีปิด การแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ที่เพิ่งจบไปเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา มีความยิ่งใหญ่อลังการ ทั้งแสงสีประกอบการแสดง และการแสดงชุดต่าง ๆ ที่ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของชาวจีนที่ได้รับฝึกฝนมาอย่างดี จนดูเหมือนเกินความสามารถของคนธรรมดาทั่วไปที่จะทำได้
หากเจาะลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จของประเทศเจ้าภาพอย่างจีนแล้ว เราจะยิ่งพบกับความน่าทึ่งในการเตรียมความพร้อมของคนในประเทศ ซึ่งไม่ใช่เพียงการเตรียมคนเพื่อกีฬาโอลิมปิคเท่านั้น แต่ได้สะท้อนถึงการพัฒนาคนตามศักยภาพ ความสามารถมาโดยตลอด เมื่อถึงเวลาต้องนำความสามารถเรื่องใดมาใช้ จึงรวบรวมคนเหล่านั้นมาพัฒนาฝึกฝน จนเกิดความชำนาญมากขึ้น และสอดคล้องกับความต้องการของประเทศในขณะนั้น
ผมเชื่อมั่นว่า คนไทยมีศักยภาพไม่แพ้ชาติใดในโลกเช่นกัน ทั้งนี้ต้องอาศัยการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาล โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนอันเป็นอนาคตของชาติ ยิ่งควรได้รับการส่งเสริมให้ค้นหาศักยภาพ ความสามารถของตนเอง พัฒนา ฝึกฝนจนเกิดเป็นทักษะ ความชำนาญ เป็นการเตรียมความพร้อมทรัพยากรมนุษย์ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างครบทุกด้าน
ส-ส่งเสริมค้นหาความถนัด รู้จักตนเองอย่างรอบด้าน รัฐอาจปรับปรุงระบบการศึกษาให้ส่งเสริมเด็กได้ค้นหาความชอบของตนผ่านกิจกรรม ที่หลากหลาย ทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น การทำแบบทดสอบความสามารถ การเปิดโอกาสให้เด็กทำงานร่วมกัน เปิดเวทีกิจกรรมให้เด็กมีโอกาสปฏิสัมพันธ์และเรียนรู้ ทั้งเชิงวิชาการ และกิจกรรมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี ศิลปะ การแสดง กีฬา
ส-สนุกอย่างสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่กิจกรรม ปลดปล่อย ศักยภาพเชิงบวก รัฐบาลอาจร่วมมือกับเอกชน หน่วยงานต่าง ๆ เปิดพื้นที่กิจกรรมใกล้บ้านเช่น สวนสาธารณะ สวนหย่อม ห้างสรรพสินค้า เพื่อให้เด็กสามารถรวมตัวกันทำกิจกรรมที่ชอบ ได้แสดงออกตามความถนัดและความสนใจ อีกทั้งมีสถานที่สำหรับฝึกฝนทักษะของตนเองให้มีความชำนาญมากยิ่งขึ้น
ส-สนับสนุนพัฒนาศักยภาพ ต่อเนื่องจริงจัง โดยการ เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่าง รัฐ โรงเรียน และเอกชน เพื่อส่งเสริมงบประมาณการจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ จัดหาผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านฝึกอบรมในโปรแกรมต่าง ๆ เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองทำในภาคปฏิบัติจริงในช่วงเวลาว่างหรือปิดภาคเรียน เพื่อให้เด็กได้รับการฝึกฝนในด้านนั้น ๆ อย่างต่อเนื่องและจริงจัง
ผมเชื่อว่า หากเราเริ่มต้นเตรียมความพร้อมของคน โดยค้นหา และพัฒนาศักยภาพอย่างจริงจัง เป็นระบบแล้ว ความฝันที่ว่า ประเทศของเราจะเป็นผู้นำในด้านต่าง ๆ บนเวทีโลก ทั้งด้าน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การกีฬา ฯลฯ คงไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
credit by www.kriengsak.com
Sunday, September 20, 2009
Professor Kriengsak Chareonwongsak
Thursday, September 17, 2009
Kriengsak Chareonwongsak The general public including the business sector will lose
TAMC regulations mean only one thing to the average citizen or businessperson: higher taxes. The public and businesses will be used as scapegoats to shoulder the burden of more than 20% NBV NPLs. Actually, under present economic conditions, there is a higher likelihood of loss than gain on TAMC investments. Why? First, because financial institutions lack confidence in the management abilities of TAMC, they will likely transfer as many of their non-performing debts – especially those with a probability of incurring more than 40% NBV losses – to the TAMC. Secondly, because the TAMC is viewed as a public institution in the sense that it is under government jurisdiction, there would be little motivation for the TAMC to effectively administer its debts. As well, under such a system, the pressure of answering to creditors would decrease considerably, as government and professional managers will hold the debts. Third, decision making by the many sets of committees could be severely delayed by public lobbies, resulting in indecision and tardiness. Undoubtedly, much pressure will be put on the TAMC to ensure unilateral treatment in all cases, thus opening the door to inappropriate political intervention.
The government must give more thought to the details of its TAMC. It must garner input from those who stand to gain as well as those who stand to lose in order to prevent the good intentions behind the establishment of the TAMC from being mistakenly corrupted. Now is not the time to experiment with a system that may result in heavy burdens on the many for the benefit of the few. Inequality has never solved problems in society.
Executive Director, Institute of Future Studies for Development (IFD)
kriengsak@kriengsak.com, http://www.ifd.or.th
Thursday, July 9, 2009
เศรษฐกิจโดยรวมของไทยขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง
สมุดเยี่ยม
บทความปี 2004 p2
บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ความท้าทายทางธุรกิจในปี 2548
ศจ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2547
ตั้งแต่ปลายปี 2546 เศรษฐกิจโดยรวมของไทยขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GPD) ที่สูงถึงร้อยละ 7.8 อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทย การขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศ และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำมาก ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการขยายตัวกว้างขวาง
ถึงกระนั้นผลพวงจากการเติบโต ทำให้เกิดปรากฏการณ์หลายประการ ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2547 จนถึงปี 2548 ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น หนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 82,485 บาท/ครัวเรือน ในปี 2545 เป็น 110,133 บาท/ครัวเรือน ในไตรมาสแรกของปี 2547 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อของประชาชนที่จะลดลงในอนาคต
ความเสี่ยงในการเกิดภาวะอุปทานส่วนเกินในภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากการเติบโตอย่างร้อนแรงของการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายปี 2546 จนถึงต้นปี 2547 จะทำให้เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างปริมาณอสังหาริมทรัพย์ที่เสนอขายในตลาด กับการขยายตัวของกำลังซื้อภาคประชาชนในขณะนี้ ส่งผลให้เกิดอุปทานส่วนเกินในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำลง
ความวิตกเกี่ยวกับปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ Non-Performing Loans (NPLs) ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนจากตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกรุงไทย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากร้อยละ 7.78 ในไตรมาสแรกของปี 2547 มาเป็นร้อยละ 12.29 ในไตรมาส 2
ปรากฏการณ์ทั้ง 3 ประการ เมื่อประกอบกับปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในปี 2548 สะท้อนให้เห็นว่าปี 2548 จะเป็นปีที่เต็มด้วยความท้าทายต่อภาคธุรกิจไทยอย่างมาก โดยปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2548 มีดังต่อไปนี้
สถานการณ์ด้านราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการอาจลดกำลังการผลิตลงในปี 2548
อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น เป็นผลจากระดับราคาน้ำมันที่กดดันให้สินค้าภายในประเทศมีราคาสูงขึ้น และทิศทางอัตราเงินเฟ้อโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลทำให้ประชาชนอาจต้องแบกรับภาระด้านค่าใช้จ่ายในปี 2548 มากขึ้น
อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง เป็นผลจากการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ และภาวะการซบเซาลงของตลาดทุนในประเทศไทย ส่งผลทำให้สินค้าทุนที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงขึ้น
อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากแรงกดดันของอัตราแลกเปลี่ยนที่เริ่มอ่อนค่าลง รวมทั้งระดับเงินเฟ้อและหนี้สินภาคครัวเรือนที่กำลังสูงขึ้น ส่งผลให้ในปี 2548 ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
จากปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยอาจไม่สามารถขยายตัวได้ร้อยละ 8 ดังที่ตั้งเป้าไว้ในช่วงต้นปี และมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปลายปีนี้ อาจเติบโตได้ร้อยละ 6.8-7.8 เท่านั้น ส่วนปี 2548 คาดว่าจะขยายตัวได้ในช่วงร้อยละ 6-7.5 ซึ่งลดลงจากปี 2547 นอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น
ภาคธุรกิจของไทยในปี 2548 อาจต้องประสบกับความท้าทายอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่
การแข่งขันของอุตสาหกรรมต่างๆ จะรุนแรงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตมีการผลิตสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น ในขณะที่อำนาจซื้อลดลงและภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้น อีกทั้งการที่ประเทศไทยเปิดเสรีการค้ามากขึ้น ทำให้ในปี 2548 ผู้ผลิตอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นได้
ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาน้ำมัน การขนส่งและวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศจะได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมเซรามิค อุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป จากทั้งปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความท้าทายที่มีต่อภาคธุรกิจในปี 2548 ทำให้ปีที่จะมาถึงนี้ อาจไม่ใช่ปีที่สดใสมากนัก แต่ถึงกระนั้นเศรษฐกิจไทยโดยรวมอาจจะไม่ซบเซาจนเกินไป เพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี ปี 2548 จึงอาจเป็นปีที่เต็มด้วยการแข่งขันและความท้าทายต่อนักธุรกิจและผู้กำหนดนโยบาย ที่จะต้องนำพาองค์กรและประเทศให้ประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้
++++++++
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ รองประธานคณะทำงานการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ kriengsak@kriengsak.com
บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate) credit by www.kriengsak.com
Monday, January 12, 2009
"30 บาท" พาชาติล่มจมจริงหรือ?
"30 บาท" พาชาติล่มจมจริงหรือ?
ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2545
ยังไม่รู้ว่า ในที่สุดแล้วประชาชนผู้เสียภาษี จะแบกภาระจากโครงการเหล่านี้คนละเท่าไร ยังไม่มีภาพว่าภาระของโครงการ 30 บาท จะเป็นอย่างไรในระยะยาว
![]() |
| credit image from bangkokbiznews.com |
ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่พรรคไทยรักไทยประกาศ "นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค" นั้น มีเรื่องเล่าว่า ผู้สมัคร ส.ส.หลายคน ไม่กล้านำนโยบายนี้มาหาเสียง เพราะคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ ที่พรรคจะสามารถนำนโยบายนี้มาใช้จริง กรณีที่ได้รับเลือกตั้ง
ผู้สมัคร ส.ส.กลุ่มนั้นคงไม่ใช่คนส่วนน้อยที่มีภาพเช่นนั้น เมื่อได้ยินคำว่า "หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" เพราะคำถามที่ยังได้ยิน อยู่ทุกวันนี้ มีตั้งแต่ "30 บาท จะเอาเงินมาจากไหน" "30 บาท ทำประเทศล่มจมแน่" ไปจนถึง "30 บาท จะเพิ่มหนี้ให้คนไทยอีกเท่าไร"
ในขณะเดียวกัน เมื่อร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เข้าสภา ก็จะได้ยินข่าวลือว่า "รัฐบาลจะรวมกองทุนประกันสังคม เพื่อเอาเงินมาโปะ 30 บาท" และ "รัฐบาลจะเปลี่ยนโครงการสวัสดิการข้าราชการ เพื่อเอาเงินมาโปะโครงการ 30 บาท"
และก็มีข่าวว่า "โครงการ 30 บาท มีงบไม่พอ ต้องไปเอามาเพิ่มจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ" สารที่ "ข่าว" เหล่านี้สื่อออกมา ดูจะสอดคล้องกับความกังวลของแพทย์ และผู้ประกอบวิชาชีพอื่นๆ อีกจำนวนไม่น้อย และสอดคล้องกับความห่วงใย ของผู้คนจำนวนมากว่า "โครงการ 30 บาท ให้เงิน รพ.น้อยเกินไป"
ถึงแม้ว่าถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ก็อาจจะมีคำถามได้เช่นกันว่า ถ้า รพ.เองยังได้เงินไม่พอแล้ว โครงการนี้จะสามารถเป็น "ตัวการ" ทำประเทศล่มจมได้หรือ? แม้ว่าเราจะไม่สามารถตอบคำถามนี้ด้วยคำว่า "ไม่" แต่คำตอบ ณ วันนี้ก็คือ "ยังไม่ใช่"
ปัญหาประการหนึ่งของโครงการนี้ก็คือ วิธีการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้ทำอย่างโปร่งใสนัก โดยหลังจากที่รัฐบาลได้ผันโครงการ 30 บาท ออกมาชิมลาง "นำร่อง" ตั้งแต่ต้นปี 2544 และได้ฤกษ์เริ่มโครงการ "ตกร่อง" ของจริงในปีงบประมาณ 2545 นั้น จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบให้โครงการ 30 บาทในปีงบประมาณ 2545 เพียง 47,998 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ เป็นงบที่จะส่งให้สถานพยาบาลประมาณ 45,000 ล้านบาท
ซึ่งเมื่อหารด้วยอัตราที่รัฐบาลเหมาจ่าย ให้โรงพยาบาล 1,202.40 บาท/คนแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า งบนี้เพียงพอสำหรับผู้มีสิทธิ 37.4 ล้านคนเท่านั้น ทั้งที่กระทรวงสาธารณสุข ประมาณการเอาไว้ตั้งแต่แรกว่า จะมีประชากรที่มีสิทธิในโครงการนี้ไม่น้อยกว่า 46 ล้านคน
จริงอยู่ ในช่วงที่สำนักงบประมาณจัดสรรงบนั้น ยังไม่มีความชัดเจนว่า โครงการนี้จะดำเนินการพร้อมกันทั้งประเทศในเดือนตุลาคม 2544 แต่ก็ดูเหมือนว่า วิธีการจัดสรรงบในปีงบประมาณ 2546 จะสอดคล้องกับสมมติฐานที่ว่า สิ่งที่สำนักงบประมาณพยายามทำก็คือ จัดสรรงบให้ต่ำเอาไว้ก่อน โดยไม่สนใจว่า รัฐบาลมีพันธะสัญญาอะไรกับใครอย่างไรบ้าง
หลายท่านอาจบอกว่า นั่นคือหน้าที่ของสำนักงบประมาณ แต่ก็จะต้องไม่ลืมว่าสำนักงบประมาณมีหน้าที่ "จัดสรร" งบให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ ซึ่งอาจจะหมายความว่า ในแต่ละปี สำนักงบประมาณมีหน้าที่ตัดงบบางหน่วยงานลง และไปเพิ่มให้บางหน่วยงาน ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่เพิ่มงบให้ทุกหน่วยงานทุกปี โดยแบ่งกันไปหน่วยงานละนิดละหน่อย
ถ้าถามว่าตัวเลข 47,998 ล้านบาท มาจากไหน สำนักงบประมาณก็คงจะหามาแสดงให้ดูได้ แต่ถ้าดูในภาพรวมก็จะเห็นได้ว่า ตัวเลขนี้ทำให้งบของกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มขึ้นจาก 61,097 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2545 ขึ้นมาเป็น 65,876 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2545 หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7.8
ในสถานการณ์ปกตินั้น การที่กระทรวงสาธารณสุขได้งบเพิ่มขึ้น ในอัตรานี้คงจะถือได้ว่าไม่น้อย แต่หลังจากที่มีโครงการ 30 บาทแล้ว กระทรวงสาธารณสุข จะต้องแบ่งงบบางส่วนให้ รพ.ในสังกัดกระทรวงอื่น และโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการด้วย ซึ่งถ้าหักแค่งบส่วนแรกออก ก็พอจะเห็นได้ว่า งบที่สำนักงบประมาณจัดให้นั้น ไม่ได้เปลี่ยนไปจากงบที่เคยจัดสรรให้ ในระบบเดิมแต่อย่างใด
โดยถ้าไม่มีโครงการ 30 บาท สำนักงบประมาณก็คงจะจัดงบ ให้กระทรวงสาธารณสุข พอๆ กับที่จัดสรรให้ในปีงบประมาณนี้ จึงหนีไม่พ้นที่โครงการ 30 บาทจะใช้เงินมากกว่างบที่ตั้งเอาไว้ และในที่สุดต้องไปเอามาเพิ่มจากงบกลาง (ซึ่งรัฐบาลเรียกว่า งบกระตุ้นเศรษฐกิจ) อีก 5,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าจะว่ากันไปแล้ว งบส่วนนี้คืองบที่โครงการ 30 บาทได้รับ "เพิ่มขึ้น" จากเดิมจริงๆ ในปีงบประมาณที่ผ่านมา
สรุปแล้วในปีแรกของโครงการ 30 บาทนั้น ที่ให้สิทธิการรักษาพยาบาล กับประชาชนเพิ่มขึ้น 26 ล้านคนนั้น รัฐบาลต้องควักกระเป๋าเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาท เฉลี่ยแล้วตก 400 บาทต่อคน สำหรับคนที่ได้รับสิทธิเพิ่มขึ้นจากโครงการนี้ เงินหนึ่งหมื่นล้านบาทนี้คิดเป็นร้อยละ 1 ของงบประมาณทั้งปี
ซึ่งเป็นเงินจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ ของรัฐบาล ตั้งแต่ TAMC ไปจนถึงโครงการพักหนี้เกษตรกร ซึ่งทุกวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า ในที่สุดแล้วประชาชนผู้เสียภาษีจะแบกภาระ จากโครงการเหล่านี้กันคนละเท่าไร เรายังไม่มีภาพว่า ภาระของโครงการ 30 บาท จะเป็นอย่างไรในระยะยาว แต่ภาพการต่อรองงบประมาณในปีงบประมาณ 2546 ที่กำลังจะมาถึง ก็ไม่ได้ต่างจากภาพในปีที่ผ่านมาเท่าใดนัก
ทั้งนี้ สำนักงบประมาณตั้งเป้าไว้ตั้งแต่แรกว่า จะให้งบกระทรวงสาธารณสุข 70,000 ล้านบาท โดยยังคงใช้ตัวเลขเหมาจ่าย 1,202.40 บาท/คน ในการคำนวณ ทั้งๆ ที่คณะอนุกรรมการการเงินการคลัง ภายใต้คณะกรรมการบริหารหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่มี ศ.อัมมาร สยามวาลา เป็นประธาน จะคำนวณตัวเลขออกมาอยู่ที่ 1,414 บาท/คน และกระทรวงสาธารณสุข จะปรับตัวเลขนี้ลงมาเหลือ 1,322 บาท/คน
โดยใช้ข้อสมมติว่า ผู้มีสิทธิส่วนหนึ่งจะยังไม่มาใช้บริการ การที่สำนักงบประมาณยังคงตั้งงบประมาณสำหรับโครงการนี้ไว้ต่ำกว่า ตัวเลขที่กระทรวงสาธารณสุข จะจ่ายให้สถานพยาบาล จะนำไปสู่วัฏจักรเดิมที่เกิดขึ้นในปีนี้ กล่าวคือ เมื่อถึงปลายปีงบประมาณหน้า กระทรวงสาธารณสุข จะต้องมาของบเพิ่มเติมจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ
และงบที่ดูเหมือนว่า จะน้อยเมื่อตอนต้นปี ก็จบลงด้วยข่าวที่ว่า "โครงการ 30 บาท งบไม่พอ ต้องไปเอามาเพิ่มจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ" อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ในที่สุดแล้วสำนักงบประมาณ หรือรัฐบาลจะได้หรือเสียจากการจัดการงบประมาณโดยวิธีนี้
แต่ไม่ว่ากลวิธีการเสนอตัวเลขจะเป็นอย่างไร เราก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าโครงการ 30 บาทคงจะได้งบเพิ่มขึ้นไม่มากนัก และคงจะไม่มีโอกาส นำพาประเทศชาติล่มจมได้อย่างที่หลายฝ่ายกลัว แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันว่า วิธีการจัดสรรงบแบบนี้ จะสร้างความกังวล กับสถานพยาบาลจำนวนมาก และโรงพยาบาลหลายแห่ง จะพยายามแก้ความกังวลนี้ โดยพยายามลดค่าใช้จ่ายลง โดยจำกัดการเข้าถึงบริการหรือคุณภาพของบริการ
ในขณะเดียวกันกับที่ประชาชนที่ถือ "บัตรทอง" ก็จะเรียกร้องคุณภาพ ของบริการมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายจึงจะยังคงมีความทุกข์ (ในคนละแบบ) กันต่อไป
+++++++++
ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัย และเป็นหัวหน้าโครงการ ติดตามประเมินผลการจัดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า TDR)




